ขนส่งฯ ระบุรถขนส่งสินค้าช่วงเคอร์ฟิว ห้ามวิ่ง 22.00-04.00 น. เว้นสินค้าจำเป็นตามข้อกำหนดที่นายกประกาศ

กรมการขนส่งทางบก ย้ำ!!! แนวทางการขนส่งสินค้าภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามทำการขนส่งในช่วงเวลา 22.00 – 04.00 น. ยกเว้นเป็นสินค้าจำเป็นตามข้อกำหนดที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ด้านผู้ขับรถต้องพกใบอนุญาตขับรถ บัตรประชาชน บัตรพนักงาน แบบคำถามสุขภาพ (แบบ ต.8-คค) และจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับสินค้า เช่น ใบกำกับการขนส่ง สมุดประจำรถ ใบส่งของ พร้อมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกข้อกำหนดมาตรการป้องกันโรคเพื่อใช้ปฏิบัติเป็นการทั่วไปและคำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทาง รวมถึงข้อกำหนดห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่เวลา 22.00 – 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ทั่วราชอาณาจักร โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เป็นต้นไป ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งด้วยบรรทุกต้องดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าวอย่างเคร่งครัดด้วยนั้น กรมการขนส่งทางบกจึงได้ออกประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง มาตรการปฏิบัติเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) สำหรับผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการขนส่ง ดังนี้

แนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค กำชับให้ผู้ประกอบการขนส่งจัดให้มีการเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสของสถานประกอบการขนส่ง และสถานที่ที่เกี่ยวข้อง และให้กำจัดขยะมูลฝอยทุกวัน เพิ่มความถี่ในการดูแลและทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในรถบรรทุก สถานประกอบการขนส่ง และสถานที่เก็บ ซ่อม และบำรุงรักษารถ กำชับให้เจ้าหน้าที่และผู้ขับรถสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาขณะปฏิบัติงาน และให้มีการตรวจสอบสภาพร่างกายผู้ขับรถ โดยมีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนปฏิบัติงานทุกวัน หากพบผู้ที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 37.5 องศาเซลเซียส หรือมีอาการไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย ให้พบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหรือติดต่อกรมควบคุมโรค หมั่นล้างมือและติดตั้งจุดบริการแอลกอฮอล์เจล ในพื้นที่ส่วนกลางและบริเวณที่มีการใช้งานร่วมกัน เช่น บริเวณทางเข้า – ออก สถานประกอบการขนส่ง ปฏิบัติตามมาตรการระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เว้นระยะห่างจากบุคคลอื่นอย่างน้อย 1 เมตร

แนวทางปฏิบัติในการขนส่งสินค้า ผู้ขับรถต้องพกใบอนุญาตขับรถ บัตรประจำตัวประชาชน และบัตรประจำตัวพนักงาน หรือหนังสือรับรองการทำงาน และจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับสินค้า เช่น ใบกำกับการขนส่ง สมุดประจำรถ ใบส่งของ เป็นต้น จัดเตรียมบันทึกข้อมูลตามแบบคำถามสุขภาพ (แบบ ต.8-คค) สำหรับผู้ขับรถและพนักงานที่เดินทางไปด้วยทุกคน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการแสดงตนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีขนส่งสินค้าในช่วงระยะเวลาการห้ามออกนอกเคหสถาน ให้ทำการขนส่งได้เฉพาะสินค้าตามข้อกำหนดที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้เท่านั้น ทั้งนี้ ต้องมีมาตรการรองรับเหตุฉุกเฉินในระหว่างการขนส่งด้วย และกำชับให้ผู้ขับรถต้องรับการตรวจคัดกรองและปฏิบัติตามมาตรการที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดเอกสารที่จำเป็นได้ที่ https://www.thaitruckcenter.com/tdsc/NewsDetail?Isveiw=1&id=140

  

โดย…น้าเช

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใคร

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://www.busandtruckmedia.com/

https://www.busandtruckexpo.com/2019/th

พลิกโฉมโลจิสติกส์ด้วยดิจิทัล ตัวแปรสำคัญสำหรับเอสเอ็มอี : โดยคุณคาเรน เรดดิงตัน บริษัท เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าหมายถึง การที่ลูกค้าของคุณพร้อมจะจ่ายมากขึ้นและซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ในยุคดิจิทัลที่สินค้าต่างๆ ถูกส่งถึงมือลูกค้าภายในเวลาอันรวดเร็ว สำหรับเอสเอ็มอี สิ่งที่ท้าทายก็คือความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพวกเขา ทราบหรือไม่ว่า ประสบการณ์ในการซื้อสินค้าและบริการเป็นปัจจัยในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค จากผลสำรวจของบริษัท PricewaterhouseCoopers (PWC) พบว่า 73 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคที่ทำผลสำรวจเห็นว่า ประสบการณ์ที่ได้รับจากผู้ให้บริการเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้า

การขนส่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างหรือทำลายประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า ซึ่งในที่สุดจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ดังนั้นระบบโลจิสติกส์แบบดิจิทัลที่ชาญฉลาดจะสามารถช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าพึงพอใจมากยิ่งขึ้น และนำมาซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น

จากการวิจัยของ YouGov บริษัทข้อมูลและการวิจัยตลาดระดับโลกพบว่า เอสเอ็มอีได้พยายามนำกลยุทธ์ด้านซัพพลายเชนและโลจิสติกส์มาช่วยในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า โดย 30 เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีได้วางแผนในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยดิจิทัลโซลูชั่นและเทรนด์การค้าระหว่างประเทศที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ เอสเอ็มอีสามารถเลือกได้ว่าจะสร้างธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้นโดยใช้ดิจิทัล หรือจะเสี่ยงต่อการเสียเปรียบในการแข่งขัน

สิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ระบบการจัดการด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าอาจเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและน่าเบื่อหน่าย ดังนั้นการมีผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งช่วยดำเนินการด้านเอกสารและการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ในการขนส่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งเอสเอ็มอีและลูกค้าของพวกเขา

อนาคตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร?

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ควรต้องวางแผนว่าจะดำเนินธุรกิจอย่างไรในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเฟดเอ็กซ์ บริษัทฯ ได้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง

แนวคิด “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง”

เศรษฐกิจดิจิทัลทำให้การจัดส่งพัสดุและการใช้เทคโนโลยีต้องดำเนินการร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและความสะดวกสบายที่มากขึ้นให้กับลูกค้า เอสเอ็มอีสามารถประหยัดเวลาได้มากในการจัดส่งสินค้าและดำเนินการด้านศุลกากรโดยใช้โลจิสติกส์โซลูชั่นส์สมัยใหม่ โลจิสติกส์เปรียบเสมือนเส้นเลือดของธุรกิจส่วนใหญ่ การมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งและโซลูชั่นทันสมัยที่หลากหลายช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมืออัตโนมัติต่างๆ ช่วยให้กระบวนการส่งและกระจายสินค้าทำได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและกำไรให้กับธุรกิจ

จากโซลูชั่นส์ง่ายๆ ไปถึงสถานการณ์ที่ซับซ้อน

เฟดเอ็กซ์ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเสมอ แต่นวัตกรรมนั้นต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และที่สำคัญต้องสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ด้วย ดิจิทัลโซลูชั่นส์ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและทำให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างไร้รอยต่อสำหรับเอสเอ็มอี หลายคนมองว่า การจัดการเอกสารต่างๆ สำหรับการค้าเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่ออนไลน์โซลูชั่นส์และเครื่องมืออัตโนมัติต่างๆ สามารถช่วยได้ ยกตัวอย่างเช่น บริการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการค้าต่างๆ ของเฟดเอ็กซ์ (FedEx Electronic Trade Documents)  ทำให้สามารถดำเนินการจัดเอกสารต่างๆ สำหรับศุลกากรโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ในระหว่างที่สินค้ากำลังอยู่ระหว่างการจัดส่ง ซึ่งบริการนี้เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับลูกค้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการดำเนินงาน โดยโซลูชั่นง่ายๆ นี้ช่วยลดความล่าช้าด้านศุลกากรเมื่อสินค้ามาถึงคลังสินค้า

อีกตัวอย่างหนึ่งของโซลูชั่นส์ที่มีประโยชน์สำหรับเอสเอ็มอีก็คือ FedEx Delivery Manager (FDMi) ซึ่งช่วยออกแบบการจัดส่งสินค้าให้เหมาะกับไลฟสไตล์ที่เร่งรีบของลูกค้าในเมือง โดยในประเทศสิงคโปร์ ลูกค้าสามารถเลือกเวลาและสถานที่รับสินค้าที่ใกล้บ้านหรือที่ทำงานได้ก่อนมีการจัดส่งสินค้า ซึ่งช่วยให้เอสเอ็มอีและธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการส่งสินค้าไปยังลูกค้าปลายทาง (last-mile delivery) สามารถให้บริการที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นแก่ลูกค้าของพวกเขาได้

นอกจากนี้ เฟดเอ็กซ์ยังมีบริการตอบคำถามต่างๆ ให้กับลูกค้าออนไลน์บนเวปไซต์ของบริษัทฯ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย

อนาคต เริ่มที่วันนี้

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การใช้หุ่นยนต์ เซ็นเซอร์และ IoT จะช่วยให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าทั้งการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สามารถติดตามสถานะการส่งสินค้าแบบเรียลไทม์ได้โดยดูจากสภาพพื้นถนน ยานพาหนะอัตโนมัติสามารถโหลดและจัดวางบรรทุกสินค้าได้เร็วยิ่งขึ้น และการจัดส่งสินค้าโดยใช้ระบบบล็อคเชนช่วยลดระยะเวลารอขนถ่ายสินค้าและช่วยให้ระบบการจ่ายเงินรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การใช้หุ่นยนต์ขนส่งสินค้าภายในวันเดียวของเฟดเอ็กซ์อย่าง โรโซ (Roxo) ก็ได้เริ่มใช้แล้วในบางมลรัฐของสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยให้ผู้ค้าสามารถจัดส่งสินค้าได้ภายในวันเดียวกันกับที่ลูกค้าสั่งซื้อของ และสามารถส่งสินค้าจากผู้ส่งไปยังผู้รับได้โดยตรงอีกด้วย

เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านดิจิทัลเป็นเครื่องมือที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจให้เติบโต ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหากผู้ประกอบการคำนึงถึงลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญและใช้เครื่องมือด้านดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ

โดย…น้าเช

สมบูรณ์แบบ! ถนนสาย รย.4058 จ.ระยอง หนุนเขตเศรษฐกิจการขนส่ง EEC

กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ดำเนินการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย รย.4058 แยก ทล. 3138 – ทล. 344 อำเภอบ้านค่าย, วังจันทร์ จังหวัดระยอง ระยะทาง 32.807 กิโลเมตร เสร็จสมบูรณ์ เพื่อสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกหรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้แก่นักลงทุนในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

คุณปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมได้ดำเนินการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย รย.5050 แยกสายนิคมสร้างตนเองสาย 15 บ้านห้วยโป่ง อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ระยะทาง 10.198 กิโลเมตร โดยก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 2560 ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 204 ล้านบาท ขณะนี้มีโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์อีกจำนวน 1 สายทาง คือ ถนนทางหลวงชนบทสาย รย.4058 แยก ทล.3138 – ทล.344 อำเภอบ้านค่าย, วังจันทร์ จังหวัดระยอง ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 159 ล้านบาท

โดยปรับปรุงถนนเดิมให้เป็นถนนลาดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีต 2 ช่องจราจร ผิวจราจร กว้าง 7 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 1 – 2.5 เมตร พร้อมก่อสร้างสะพานข้ามคลองชลประทาน 1 แห่ง รวมระยะทาง 32.807 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างอำเภอบ้านค่าย ไปยังอำเภอวังจันทร์ ผ่าน 3 ตำบล (ตำบลหนองบัว ตำบลป่ายุบใน ตำบลชุมแสง) ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทำการเกษตร เช่น ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง โครงการดังกล่าวนอกจากจะช่วยพัฒนาในเรื่อง EEC แล้ว ยังช่วยในเรื่องการขนส่งสินค้าให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะการขนส่งยางพาราไปยังตลาดกลางยางพาราภาคตะวันออกอีกด้วย

ทั้งนี้ ทช.ยังมีโครงการสนับสนุน EEC ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ 1.ทางหลวงชนบทสายแยก ทล.7 – ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 10.570 กิโลเมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 1,499 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2564 2.ทางหลวงชนบทสาย ฉช.3001 แยก ทล.314 – ลาดกระบัง จ.ฉะเชิงเทรา, สมุทรปราการ ระยะทาง 20.328 กิโลเมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 3,801 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2564

3.ทางหลวงชนบทสาย รย.3013 แยก ทล.331 – ทล.3191 อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 17.324 กิโลเมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 709 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 และ 4.ทางหลวงชนบทสาย รย.2015 แยก ทล.36 – ทล.331 อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 11.465 กิโลเมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 673 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565

นอกจากนี้ ทช.ได้จัดเตรียมแผนดำเนินการก่อสร้างโครงการที่จะสนับสนุน EEC อีก จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ ทางหลวงชนบทสาย ชบ.3009 แยก ทล.331 – บ้านหนองคล้า (ตอนแยก ทล.331 – ทล.7) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 8.317, ทางหลวงชนบทสาย ชม.3023 แยก ทล.315 – บ้านหนองปลาไหล อำเภอพานทอง,บ้านบึง จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 12.242 กิโลเมตร, ทางต่างระดับตัดผ่าน ทล.3 (ถนนเลี่ยงเมืองชลบุรี) ตามถนนสาย บ้านสวน – หนองข้างคอก หมู่ 1, 4 อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จำนวน 1 แห่ง, ทางหลวงชนบทสาย ชบ.1032 แยก ทล.7 – บ้านปากร่วม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 14.620 กิโลเมตร และถนนทางหลวงชนบทสาย ฉช.2004 แยก ทล.34 – ทล.314 อำเภอบางปะกง, เมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยะทาง 11.102 กิโลเมตร

โดย…สวนเลน

กรมขนส่งทางบก สั่งห้ามรถโดยสารทุกสาย เข้า-ออก จ.นครราชสีมา

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามคำสั่งเรื่อง ระงับการเดินรถโดยสารสารประจำทางในเส้นทางหมวด 2 และหมวด 3 ในเส้นทางที่มีต้นทางหรือปลายทางในเขตพื้นที่ จ.นครราชสีมาจนกว่าจะมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยคำสั่งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2563 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2563 ได้อนุมัติในหลักการให้อธิบดีกรมการส่งทางบก ในฐานะนายทะเบียนกลาง มีอำนาจในการออกคำสั่งให้ผู้ประกอบการขนส่ง ในเส้นทางรถโดยสารประจำทางหมวด 1 หมวด 4 กรุงเทพมหานคร และหมวด 2 หมวด 3 และรถโดยสารไม่ประจำทางภายในเขตกรุงเทพมหานคร และระหว่างจังหวัด จัดการเดินรถตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดหรือระงับการเดินรถหรือจำกัดพื้นที่การเดินรถในเส้นทางหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ ประกอบกับ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่ง ที่ 7/2563 ลงวันที่ 8 เม.ย.2563 แต่งตั้งนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการคมนาคม และการขนส่งทั่วราชอาณาจักร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก โดยความเห็นชอบของปลัดกระทรวงคมนาคม จึงมีคำสั่ง ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางด้วยรถ ที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารระงับการเดินรถในเส้นทางหมวด 2 และหมวด 3 ที่มีต้นทางหรือปลายทางในเขตพื้นที่ จ.นครราชสีมา เป็นการชั่วคราว

นายจิรุตม์กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่จังหวัด แต่ละจังหวัดส่งความต้องการในการปิดเส้นทางเดินทางเข้าสู่จังหวัด เพื่อป้องกันการระบาด COVID -19 หลังจากนั้นจะรายงานให้ นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคม-การขนส่งทั่วราชอาณาจักร พิจารณาอนุมัติ หลังจากนั้นจะดำเนินการออกประกาศในลักษณะดังกล่าว ล่าสุดจะมีประกาศในลักษณะเดียวกันของ จ.เชียงราย เพิ่มอีก 1 จังหวัด

สำหรับการดำเนินการของกรมการขนส่งทางบก เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้สั่งระงับการเดินรถโดยสารสาธารณะเป็นการชั่วคราว ในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ออกคำสั่งระงับการเดินรถ รวม 15 จังหวัด ประกอบด้วย หมวด 2 ระงับ 35 เส้นทาง จากทั้งหมด 209 เส้นทาง หรือคิดเป็นร้อยละ 16.75 ได้แก่ พังงา 3 เส้นทาง, ภูเก็ต 2 เส้นทาง, กระบี่ 3 เส้นทาง, สตูล 2 เส้นทาง, ยะลา 1 เส้นทาง, พัทลุง 1 เส้นทาง, สงขลา 4 เส้นทาง, นราธิวาส 2 เส้นทาง, บึงกาฬ 2 เส้นทาง, นครราชสีมา 2 เส้นทาง, นครพนม 6 เส้นทาง, ร้อยเอ็ด 4 เส้นทาง และตราด 3 เส้นทาง

ขณะที่หมวด 3 ระงับ 185 เส้นทางจากทั้งหมด 634 เส้นทางหรือคิดเป็นร้อยละ 29.18 ได้แก่ พังงา 3 เส้นทาง, ภูเก็ต 27 เส้นทาง, กระบี่ 10 เส้นทาง, ตรัง 7 เส้นทาง, สตูล 1 เส้นทาง, ยะลา 13 เส้นทาง, พัทลุง 4 เส้นทาง, สงขลา 27 เส้นทาง, ปัตตานี 7 เส้นทาง, นราธิวาส 2 เส้นทาง, บึงกาฬ 10 เส้นทาง, นครราชสีมา 31 เส้นทาง, นครพนม 20 เส้นทาง, ร้อยเอ็ด 17 เส้นทาง และตราด 6 เส้นทาง

โดย…น้าเช

ไอเดียใหม่! สร้างจุดจอดรถ 4 ทิศรอบกรุงฯ สกัดรถบรรทุกเข้าเมือง

มาแล้วๆ ไอเดียใหม่ ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” คราวนี้เจาะประเด็นลงไปที่จุดจอดรถบรรทุกรอบกรุงฯ 4 ทิศ ตามสายทางมอเตอร์เวย์ เพื่อสกัดรถบรรทุกเข้าเมืองหลวง ตามนโยบายจำกัดเวลาวิ่งของรถบรรทุก

เบื้องต้นจะสร้างจุดจอดพักรถใน 4 ทิศทาง ได้แก่ ทิศเหนือ ตะวันออก ใต้ และตะวันตก หรืออาจมากกว่า 4 จุดได้ตามความเหมาะสม

ว่ากันว่า มีรถบรรทุกเข้ามาในเมืองมากกว่า 50,000 คันต่อวัน จึงต้องจัดหาพื้นที่ให้รองรับได้ทั้งหมด โดยต้องพิจาณาแนวทางดำเนินการอีกครั้ง

ทั้งนี้ จุดพักรถบรรทุกดังกล่าวต้องมีระยะห่างจากถนนไม่น้อยกว่า 1 กม. เช่นกัน อาจมีบริการสถานีน้ำมัน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องน้ำ และร้านอาหาร เพื่อมาใช้บริการได้

“ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าว ได้มอบหมายให้นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง และสำนักงานนโยบายและแผนขนส่งและจราจร (สนข.) บูรณาการร่วมกัน ส่วนวิธีการดำเนินการถ้าไม่เป็นภาระงบประมาณ ให้เอกชนมาช่วยสร้างเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องพิจารณารูปแบบที่เอกชนจะดำเนินการด้วยว่ามีต้นทุนอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) หรือการดำเนินงาน และบำรุงรักษา (Operation and Maintenance : O&M) รวมทั้งพิจารณามอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และ สายบางปะอิน-นครราชสีมาด้วย โดยเรื่องนี้ต้องดำเนินการทันที

อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นการดำเนินการเพิ่มเติมจากแผนที่กรมทางหลวงมีแผนสร้างจุดจอดรถอยู่แล้ว แต่เป็นข้อมูลในอดีตก่อนหน้าหน้านี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วไม่มีผู้ใช้บริการ เช่น ถนนศรีนครินทร์-ชลบุรี-พัทยา แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก จนส่งผลให้เกิดปัญหารถติด ดังนั้นต้องปรับแผนให้สอดคล้องกับปัจจุบัน หากมีจุดที่เหมาะสมต้องดำเนินการ หากไม่เหมาะสมต้องปรับให้เข้ากับแผนให้ได้

โดย..ยกล้อ